Menu

รีวิว Bohemian Rhapsody

ใครที่เป็นคอหนังแนวมิวสิกเคิลหรือเพลงก็ถือว่าในปีนี้มีภาพยนตร์แนวนี้ออกมาให้ชมกันแบบเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสารคดีสารคดี Eric Clapton: Life in 12 Bars ที่เข้าฉายเมื่อต้นปี ตามต่อด้วย A Star Is Born หนังรีเมกของ แบรดลีย์ คูเปอร์ (Bradley Cooper) และล่าสุดกับ Bohemian Rhapsody หนังชีวประวัติของวงควีนจากฝีมือการกำกับของ ไบรอัน ซิงเกอร์ (Bryan Singer)

Bohemian Rhapsody ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุค 1970 ในช่วงเวลาที่ เฟรดดี เมอร์คิวรี ได้มาร่วมตั้งวงดนตรีกับ ไบรอัน เมย์ และ โรเจอร์ เทย์เลอร์ ไปจนถึงการแสดงคอนเสิร์ตไลฟ์เอดของวงในปี 1985 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเพียง 6 ปี ก่อนที่เมอร์คิวรีจะเสียชีวิตลงด้วยอาการแทรกซ้อนจากโรคเอดส์

แม้ว่ากระแสจากเมืองนอกที่ได้ดูหนังก่อนบ้านเรานั้นดูจะไม่ค่อยดีเท่าที่หลายคนคาดหวังไว้ แต่ด้วยความเป็นวงดนตรีในตำนานจึงทำให้หลายคนไม่พลาดที่จะตีตั๋วมาชมแน่นอน และเมื่อได้มารับรู้เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดมาเป็นหนังมันก็ได้สร้างความตื่นเต้นได้ดี นับตั้งแต่ต้นเรื่องที่ เฟรดดี เมอร์คิวรี เข้ามาอยู่ในวงควีน เราได้เห็นความพิเศษของเขาเสมือนได้เข้าไปอยู่ในยุคนั้นเลยทีเดียว ประกอบกับรูปร่างหน้าตาของ รามิ มาเล็ก ( Rami Malek) ผู้ซึ่งถ่ายทอดบทบาทของนักร้องนำออกมาได้เหมือนกับตัวจริงเป็นอย่างมาก รวมไปถึงนักแสดงคนอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีคาแรคเตอร์ที่สมจริง จนดูๆ ไปแล้วแอบขนลุกเบาๆ

แม้ว่าหนังจะคัดนักแสดงมารับบทของแต่ละคนออกมาได้คล้ายคลึงกับตัวจริงมาก แต่ในเรื่องของการดำเนินก็สร้างความผิดหวังพอสมควร เนื่องจากก่อนจะได้ดูหนังเราก็ทราบมาก่อนแล้วว่าจะเป็นเรื่องราวที่ลงลึกไปถึงประวัติของวงควีนและนักร้องนำเป็นหลัก พอได้มาดูหนังจริงๆ กลับพบว่ามันไม่ได้มีความลึกซึ้งอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้เลย หนังได้นำเสนอความเป็นมาของแต่ละเพลงโดยขาดอารมณ์บางอย่างที่จะทำให้เรารู้สึกอินไปกับมัน แต่ว่าแต่ละเพลงที่ถูกเลือกออกมานำเสนอนั้นจะเป็นเพลงฮิตและอยู่ในตำนาน แต่มันกลับไม่ได้สร้างความตื่นตะลึงเท่าที่ควร

แถมการนำเสนอเรื่องราวของ เฟรดดี เมอร์คิวรี ก็ดูไม่ได้ลึกซึ้งอย่างที่คิด แม้ว่าหนังจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถและพรสวรรค์ของเขา แต่ก็เหมือนจะดึงสิ่งดีๆ ออกมาให้เราเห็นไม่หมด และต้องยอมรับว่าตั้งแต่ต้นเรื่องมาจนถึงกลางเรื่อง Bohemian Rhapsody ก็เหมือนหนังชีวประวัติทั่วไปที่นอกจากการคงคาแรคเตอร์ของนักแสดงไว้ได้ดี อย่างอื่นก็ธรรมดามาก แต่ยังดีที่ฉากคอนเสิร์ตไลฟ์เอดในตอนท้ายเรื่องนั้นได้เข้ามาช่วยให้หนังสนุกขึ้นอีกเป็นกอง เรียกได้ว่ามาพีคตอนสุดท้ายจริงๆ เชื่อว่าใครที่ได้ดูเป็นต้องอยากลุกมาร้องและปรบมือตามจังหวะไปด้วยเลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *